วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทความผึ้ง








emotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotionemotion


ผึ้ง จัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรพอด จัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งอาศัยรวมกันอยู่เป็นฝูง โดยส่วนใหญ่จะออกหาอาหารเป็นน้ำหวานจากเกสรของดอกไม้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชในการผสมพันธุ์ ผึ้งทำงานกันเป็นระบบ มีผึ้งนางพญาเป็นหัวหน้าใหญ่
มนุษย์รู้จักผึ้งมานาน 7000 ปีแล้ว กษัตริย์ Menes ของอียิปต์โปรดให้ผึ้งเป็นสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรของพระองค์ คาดว่าผึ้งมีมากกว่า 30,000 ชนิด ซึ่งมากกว่ามนุษย์, ปลา และสัตว์เลื้อยคลานรวมกันเสียอีก
ลักษณะทั่วไปของผึ้ง แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

  1. ส่วนหัว ประกอบด้วยอวัยวะรับความรู้สึกต่าง ๆ ที่สำคัญ คือ
  1. ตารวม มีอยู่ 2 ตา ประกอบด้วยดวงตาเล็ก ๆ เป็นรูปหกเหลี่ยมหลายพันตา รวมกัน เชื่อมติดต่อกันเป็นแผง ทำให้ผึ้งสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบทิศ
  2. ตาเดี่ยว อยู่ด้านบนส่วนหัว ระหว่างตารวมสองข้าง เป็นจุดเล็ก ๆ 3 จุด อยู่ ห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งตาเดี่ยวนี้จะเป็นส่วนที่รับรู้ในเรื่องของความเข้มของแสง ทำให้ผึ้งสามารถแยกสีต่าง ๆ ของสิ่งของที่เห็นได้ ฟริช ดาร์ล ฟอน ได้ทำการศึกษาและพบว่าผึ้งสามารถเห็นสีได้ 4 สี คือ สีม่วง สีฟ้า สีฟ้าปนเขียว และสีเหลือง ส่วนช่วงแสงที่มากกว่า 700 มิลลิไมครอน ผึ้งจะมองเห็นเป็นสีดำ
  3. หนวด ประกอบข้อต่อและปล้องหนวดขนาดเท่า ๆ กันจำนวน 10 ปล้อง ประกอบเป็นเส้นหนวด ซึ่งจะทำหน้าที่รับความรู้สึกที่ไวมาก
  4. ส่วนอก จะกอบด้วยปล้อง 4 ปล้อง ส่วนด้านล่างของอกปล้องแรกมีขาคู่หน้า อมปล้องกลางมีขาคู่กลางและด้านบนปล้องมีปีกคู่หน้าซึ่งมีขนาดใหญ่หนึ่งคู่ ส่วนล่างอกปล้องที่ 3 มีขาคู่ที่สามซึ่งขาหลังของผึ้งงานนี้จะมีตระกร้อเก็บละอองเกสรดอกไม้ และด้านบนจะมีปีกคู่หลังอยู่หนึ่งคู่ที่เล็กกว่าปีกหน้า
  5. ส่วนท้อง ส่วนท้องของผึ้งงานและผึ้งนางพญาเราจะเห็นภายนอกเพียง 6 ปล้อง ส่วนปล้องที่ 8-10 จะหุบเข้าไปแทรกตัวรวมกันอยู่ในปล้องที่ 7 ส่วนผึ้งตัวผู้จะเห็น 7 ปล้อง

ผึ้งน้อย

ผึ้งชนิดต่างๆ

        ผึ้ง  หมายถึง แมลงที่เก็บน้ำหวานจากดอกไม้มาทำน้ำผึ้ง (honey) เท่านั้น ใน
    ประเทศไทยมีผึ้งที่ความสำคัญอยู่ ๕ ชนิด คือ
    
 
ผึ้งหลวง : ผึ้งนางพญา
 
ผึ้งหลวง : ผึ้งตัวผู้

 ๑. ผึ้งหลวง มีขนาดตัวและรังใหญ่ที่สุด ขนาดของลำตัวผึ้งยาวประมาณ ๑.๕-
    ๒ เซนติเมตร มีท้องเป็นปล้องสีเหลืองและดำ ปีกแข็งแรง บินเร็วมักพบอยู่ในป่าหรือตาม
    ชนบทโดยทั่วไป ชอบสร้างรังบนต้นไม้สูงๆ หรือภายนอกอาคารบ้านเรือน ตามวัด หรือ
    ใต้ถังเก็บน้ำสูงๆ ลักษณะรวงรังมีชั้นเดียวเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดเท่าแขนผู้ใหญ่ (ขนาด
    ประมาณ  ๐.๕-๑ เมตร) รวงรังไม่มีที่ปกปิด ผึ้งหลวงดุและต่อยปวดกว่าผึ้งทุกชนิด เดือน
    เมษายนเป็นเดือนที่ผึ้งหลวงให้น้ำผึ้งดีที่สุด ที่เรียกว่า น้ำผึ้งเดือนห้า



 

 ๒. ผึ้งมิ้ม มีขนาดตัวและรังเล็กกว่าผึ้งหลวงและผึ้งโพรง ขนาดของลำตัวใหญ่
    กว่าแมลงวันบ้านเล็กน้อย มีท้องปล้องแรกสีเหลือง ที่เหลือเป็นปล้องสีดำสลับขาวชัดเจน
    บางคนชอบเรียกว่า "ผึ้งแมลงวัน" พบอยู่ทั่วไปชอบตอมขนมหวาน ผึ้งมิ้มชอบสร้างรัง
    บนต้นไม้และในซุ้มไม้ที่ไม่สูงจนเกินไปนัก ลักษณะรวงรังมีชั้นเดียว มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ
    ผู้ใหญ่กางเต็มที่ (ขนาดประมาณ  ๒๐-๓๐ เซนติเมตร) ผึ้งมิ้มมักจะปกปิดรังของมันอยู่ใน
    ซุ้มไม้และกิ่งไม้เพื่อพรางตาป้องกันศัตรู เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนเป็นช่วงเวลาที่ผึ้งมิ้ม
    ให้น้ำผึ้งมากที่สุด


 

๓. ผึ้งมิ้มเล็ก มีขนาดตัวและรังเล็กกว่าผึ้งมิ้ม จัดเป็นผึ้งที่เล็กที่สุดในโลก ขนาด
    ของลำตัวเล็กกว่าผึ้งมิ้มและมีท้องปล้องแรกสีดำ ส่วนท้องปล้องที่เหลือเป็นสีขาวสลับดำ
    เป็นผึ้งที่หายาก  พบเฉพาะในบริเวณป่าละเมาะใกล้ภูเขาเท่านั้น สร้างรังในซุ้มไม้และบนกิ่งไม้
    ขนาดเล็กที่ไม่สูงมากนัก ลักษณะรังมีชั้นเดียวบอบบางและเล็กกว่ารังของผึ้งมิ้ม คือ มีขนาด
    เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่เท่านั้น ขนาดประมาณ ๑๐-๒๐ เซนติเมตร ผึ้งมิ้มเล็กมักจะปกปิดรังของมัน
    อยู่ในซุ้มไม้และกิ่งไม้เพื่อพรางตาป้องกันศัตรูเหมือนกับผึ้งมิ้ม แต่ปกปิดมิดชิดกว่า บาง
    ท้องถิ่นเรียกว่า "ผึ้งม้าน"
        
         ผึ้งมิ้มเล็ก เป็นผึ้งที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ เพราะมีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในประเทศ
    ไทย เนื่องจากเป็นผึ้งที่ไม่ดุและต่อยไม่เจ็บปวดเหมือนผึ้งชนิดอื่นๆ จึงถูกล่าตีหรือเผารังเพื่อ
    นำน้ำผึ้งมากินได้ง่าย ผึ้งมิ้มเล็กมักอาศัยอยู่บริเวณชายป่าในที่เดียวกับผึ้งมิ้ม ดังนั้นจึงถูก
    นักล่าผึ้งมิ้มทำลายเพื่อนำน้ำผึ้งป่ามาขาย จนกลายเป็นผึ้งที่ใกล้จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด




 

 ๔. ผึ้งโพรงไทย มีขนาดตัวใหญ่กว่าผึ้งมิ้มแต่เล็กกว่าผึ้งหลวง ลำตัวมีสีน้ำตาล
    สลับเหลืองเป็นปล้องๆ ที่ท้อง ผึ้งโพรงสร้างรังในโพรงไม้ ในอาคารบ้านเรือนที่มิดชิดและ
    มืด เช่น ภายใต้หลังคา ลักษณะรวงรังหลายรวงห้อยลงมาเรียงขนานกัน  ขนาดของรวงรัง
    มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐-๔๐ เซนติเมตร สามารถนำมาเลี้ยงในหีบได้ ผึ้งชนิดนี้ให้
    น้ำผึ้งในช่วงเวลาที่ดอกเงาะ ดอกทุเรียนและดอกมะพร้าวบาน สามารถเก็บน้ำผึ้งได้หลาย
    ครั้ง วิธีการเก็บน้ำผึ้งตามธรรมชาติที่ถูกต้อง  ควรตัดเฉพาะรังส่วนที่มีน้ำผึ้ง ไม่ควรเผารังผึ้ง
    เพราะทำให้ผึ้งตายหมดทั้งรัง



 

 ๕. ผึ้งโพรงฝรั่ง ตัวมีขนาดใหญ่กว่าผึ้งโพรงไทย แต่เล็กกว่าผึ้งหลวงเป็นผึ้งที่
    คนไทยนำมาจากต่างประเทศ ดังนั้นบางครั้งจึงนิยมเรียกว่า ผึ้งพันธุ์ยุโรปบ้าง ผึ้งพันธุ์อิตา-
    เลียนบ้าง ผึ้งโพรงฝรั่ง คือ ผึ้งพื้นเมืองของทวีปแอฟริกาและยุโรป มีลักษณะคล้ายผึ้งโพรงไทย
    คือ ทำรังหลายๆ รวงห้อยลงมาขนานกันอยู่ตามโพรงไม้ ซอกหิน หรือตามอาคารที่ปิดมิดชิด
    ต่อมาได้รับการนำมาเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมทั่วโลก เนื่องจากเป็นผึ้งที่มีขนาดรังเหมาะสม
    กับการนำมาประยุกต์เลี้ยงในหีบผึ้งขนาดมาตรฐานได้พอดี และสามารถเก็บสะสมน้ำผึ้งได้
    ปริมาณมากที่สุด ไม่ดุเหมือนผึ้งหลวงและไม่ทิ้งรังง่ายเหมือนผึ้งโพรงไทย



พิษของผึ้ง      
       พิษของผึ้งมีลักษณะเป็นของเหลวใส  มีรสขม  มีกลิ่นของสารอโรมาติกคล้ายดอกนมแมว  มีฤทธิ์เป็นกรด  และมีความถ่วงจำเพาะ 1.313  พิษของผึ้งเป็นสารอินทรีย์เคมีที่ออกฤทธิ์เร็วและรุนแรงต่อผิวหนังอ่อนๆ เช่น  ที่ตาและจมูก  ตลอดจนเนื้อเยื่อต่างๆ ของมนุษย์และสัตว์  พาจากผึ้ง 1 ตัว  สามารถทำให้แมลงบางชนิดตายหรืออัมพาต  ผึ้งงานที่เจริญเป็นตัวจากดักแด้ใหม่ๆ ยังไม่มีพิษ  ต่อมาพิษจะถูกสร้างจากต่อมพิษ (venom  gland)  แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงเก็บพิษ (venom sac)  ซึ่งถุงนี้จะติดต่อกับส่วนบนของเหล็กใน  พิษของผึ้งจะผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อผึ้งงานอายุ 10-14 วัน  และจะมีปริมาณคงที่เมื่อผึ้งงานอายุ 15 วันขึ้นไป โดยจะมีปริมาณ 0.05-0.3 มิลลิกรัม  ส่วนผึ้งนางพญาเมื่อเจริญเป็นตัวเต็มวัยออกจากดักแด้ก็จะมีปริมาณพิษเต็มที่เพื่อความเป็นผู้นำของรัง  โดยธรรมชาติผึ้งนางพญาที่เกิดใหม่จะค้นหานางพญาที่เกิดมาพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกันเพื่อต่อสู้และต่อยให้ตายจนเหลือนางพญาตัวเดียว  พิษของผึ้งนางพญาเมื่อถูกปล่อยออกจากเหล็กในจนหมดแล้ว  ต่อมที่สร้างพิษจะสามารถสร้างพิษขึ้นมาเพิ่มให้ได้อีกในระยะเวลาต่อมา






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น